อย่างที่ทราบว่าทาง Samsung ได้มีการเปิดตัวแท็บเล็ต Galaxy Tab S เรือธงรุ่นใหม่ที่จะมาลุยตลาดระดับบน ซึ่งการมาของ Galaxy Tab S นี้ทาง Samsung ลุยหนักเรื่องจอเป็นพิเศษ มีการนำเอาจอ Super AMOLED กลับมาใช้อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานนับตั้งแต่เปิดตัว Galaxy Tab 7.7 และการกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้มาตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับคุณสมบัติและเทคโนโลยีเสริมที่ทาง Samsung พัฒนาขึ้นมาสำหรับจอ Super AMOLED โดยเฉพาะอีกด้วย

*หมายเหตุ บทความนี้เป็น Advertorial


1. Wide Color Range - แสดงสีได้มากกว่าจอทั่วไป

รูปที่เห็นข้างบนคือ Chromaticity diagram หรือแผนภาพที่แสดงให้เห็นถึงช่วงกว้างของสีทั้งหมดที่ตาของคนเราสามารถมองเห็นได้

จอ TFT ปกติทั่วไปจะแสดงสีตามมาตรฐาน sRGB โดยมาตรฐาน sRGB นี้จะแสดงสีได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งตามกรอบสามเหลี่ยมเล็กดังรูปเท่านั้น ยังมีอีกหลายสีที่จอ TFT ธรรมดาทั่วไปไม่สามารถแสดงได้

แต่ถ้าเป็นจอ Super AMOLED มันสามารถแสดงสีได้มากกว่าหรือมีขอบเขตของสี (Color Gamut) ที่กว้างกว่าหน้าจอ TFT ทั่วไป โดยในรูปจอ Super AMOLED สามารถแสดงสีได้เกือบเท่ากับมาตรฐาน Adobe RGB เลยทีเดียว

Adobe RGB เป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่เกิดขึ้นหลังจาก sRGB เป็นมาตรฐานที่ทางบริษัท Adobe (ผู้พัฒนาโปรแกรม Photoshop) ได้กำหนดขึ้น มักเป็นที่นิยมและรู้จักกันในวงการกล้อง, ช่างภาพ, สื่อสิ่งพิมพ์ เนื่องจากภาพที่ถ่ายโดยตั้งค่ามาตรฐานเป็น Adobe RGB นั้นจะสามารถแสดงสีได้มากกว่ามาตรฐาน sRGB ทั่วไป

แล้วข้อดีของการแสดงสีได้มากกว่าคืออะไร ?
- ข้อดีก็คือเราจะเห็นภาพที่ดูสดขึ้น เพราะเราจะเห็นเฉดสีที่มากกว่า ตัวอย่างเช่น ภาพน้ำทะเล, ภาพดอกไม้ และปีกผีเสื้อ เป็นต้น 



2. Deep Contrast - สีดำ ดำสนิท สีขาว สว่างขึ้น
หน้าจอ Super AMOLED จะมีอัตราส่วนคอนทราสต์ 100,000 : 1 สูงกว่าหน้าจอ TFT-LCD ทั่วไปที่มีอัตราส่วนคอนทราสต์ 10,000 : 1

คอนทราสต์ (Contrast) คือ ?
คอนทราสต์ คือ ความแตกต่างของสี ส่วนมากเราจะเห็นเป็นตัวเลขอัตราส่วน ตัวอย่างเช่น หน้าจอ Super AMOLED มีอัตราส่วนคอนทราสต์ 100,000 : 1 

อัตราส่วนคอนทราสต์ (Contrast Ratio) คือ ?
อัตราส่วนความสว่างที่สุดของ "สีขาว" กับความมืดที่สุดของ "สีดำ" ยิ่งมีค่าสูง หน้าจอนั้นก็จะสามารถแสดงสีขาวได้สว่างกว่า ส่วนสีดำก็ดำสนิท

จากภาพทาง Samsung ต้องการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างจอที่มีคอนทราสต์ต่ำกับจอที่มีคอนทราสต์สูง
ด้านซ้ายแท็บเล็ตที่มีคอนทราสต์ต่ำ แทบจะมองไม่เห็นภาพคนยืนหลบอยู่ในเงามืดเลย
ต่างจากด้านขวาแท็บเล็ตที่มีคอนทราสต์สูงจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
(ในรูปที่มุมขวาล่างระบุว่า เป็นภาพที่จำลองขึ้นให้เห็นถึงความเตกต่างเท่านั้น)


3. Adaptive Display - ปรับสี แสง ความคมชัด อัตโนมัติ ให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่ดูอยู่
การใช้งานแท็บเล็ตก็มีหลากหลายอย่างทั้ง ดูหนัง, อ่านหนังสือ, เล่นเว็บ, ดูรูป ซึ่งแต่ละการใช้งานก็จะแตกต่างกันออกไป และด้วยคุณสมบัติ Adaptive Display ใน Samsung Galaxy Tab S จะทำการปรับค่าความอิ่มของสี, แสงและค่าแกมม่า ให้เราอัตโนมัติ เหมาะสมกับเนื้อหาที่ดูอยู่ ณ ตอนนั้นทันที 

Adaptive display ปรับค่าเวลาดูรูปภาพ

Adaptive display ปรับค่าเวลาอ่านอีบุ๊ก ให้คมชัดกว่าปกติ


4. Outdoor Visibility - ลดแสงสะท้อน เพิ่มความสว่างของหน้าจอ มองเห็นและใช้งานกลางแจ้งได้
แท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่พกพาไปไหนมาไหนได้ ซึ่งในที่ที่เราไปนั้นก็จะมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น นั่งในร้านกาแฟอาจมีไฟสีเหลืองสลัวๆ, นั่งในห้องนอนตอนกลางคืนที่มักจะปิดไฟ หรือ นั่งในสวนสาธารณะที่โล่งแจ้งที่มีแสงสว่างมากกว่าปกติ ซึ่งแสงจากภายนอกรอบตัวเรานั้นย่อมไม่เท่ากันเวลาเราใช้งานตามที่ต่างๆจะรู้สึกหน้าจอมืดหรือสว่างเกินไปสุดท้ายต้องมานั่งปรับแสงให้เข้าสภาพแวดล้อมเองอีก

แต่สำหรับหน้าจอ Super AMOLED ของ Samsung Galaxy Tab S จะมีเทคโนโลยีช่วยลดแสงสะท้อนพร้อมเพิ่มความสว่างของหน้าจอทำให้เราใช้งานในที่โล่งแจ้งได้ ส่วนในที่มืดก็จะปรับความสว่างให้เหมาะสมกับการอ่านมากที่สุดดูสบายตา ซึ่งเทคโนโลยีหลังนี้ทาง Samsung เรียกมันว่า "Super Dimming"

Outdoor Visibility

Super Dimming