มาแล้วครับกับรีวิว ASUS Eee Pad Transformer แท็บเล็ตขนาด 10 นิ้วรัน Honeycomb จากทาง ASUS โดยที่มันสามารถจะแปลงร่างเป็นเน็ตบุ๊คได้ด้วยคีย์บอร์ดที่เป็น Dock สำหรับในต่างประเทศนั้นผลตอบรับออกมาค่อนข้างดีทีเดียว สังเกตได้จากการที่ร้านค้าต่างๆขายหมดกันเป็นแถวในเวลาไม่กี่นาที ส่วนนึงมาจากการที่ทาง ASUS ตั้งราคาค่อนข้างถูกแถมวัสดุต่างๆก็ไม่ได้ด้อยหรือลดลงตามราคา ซึ่งในรีวิวนี้เราจะได้เห็นกันว่า Transformer จะดีอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่เชิญชมกันได้เลยครับ

สเปคเครื่อง



รูปลักษณ์ภายนอกและความรู้สึกหลังจากที่ได้สัมผัส


ด้านหน้าเป็นกระจก Gorilla Glass สามารถใช้แทนเขียงได้ (ตามที่เขาโฆษณาไว้ใน The Eee Pad Story) ส่วนขอบนอกจะเป็นโลหะสีน้ำตาลเข้มออกลักษณะแวววาวสะท้อนแสง กล้องหน้าอยู่ตำแหน่งบนตรงกลางหน้าจอและมุมซ้ายบนจะเป็นโลโก้ ASUS




ส่วนขอบโลหะถ้าสังเกตดีๆจะเห็นเป็นปุ่มเล็กๆมากมายช่วยให้ไม่ลื่นมือเวลาจับด้านข้าง



โลโก้ ASUS ครับ จะเห็นว่าขอบมีปุ่มเล็กๆไว้กันลื่น


ขณะจับรู้สึกแข็งแรงและมั่นคง แต่พอถือไปสักพักก็เริ่มรู้สึกหนักใช้ได้เหมือนกัน (น้ำหนัก 680 กรัมเท่ากับ iPad)




มาดูด้านหลังกันบ้างครับดูตอนแรกถ้าไม่สัมผัสนึกว่าเป็นหนังเสียอีก (อาจจะเป็นเพราะว่าสีของตัวเครื่อง Transformer ที่ใช้สีคล้ายกับหนังหรือน้ำตาลเข้มนั่นเอง) แต่เมื่อลองสัมผัสแล้วคล้ายกับพลาสติกแต่ดูมีคุณภาพสูงและน้ำหนักเบา กล้องหลังจะอยู่ตรงกลางส่วนบนตัวเครื่องตำแหน่งเดียวกับกล้องหน้า และมีโลโก้ ASUS อยู่กึ่งกลางดังรูป


ด้านหลังของ Transformer มีลักษณะโค้งนูนขึ้นมาเหมือนกับ iPad ซึ่งจากข้อมูลที่ระบุไว้ว่าหนา 12.9 มม.นั่นก็คือทำการวัดจากส่วนที่หนาที่สุดคือจุดกึ่งกลางตัวเครื่องส่วนขอบจะหนาน้อยกว่า


ดูด้านหลังกันแบบเจาะลึกจะเห็นว่ามีลายดังรูปข้างบนไม่ได้แบนราบเรียบช่วยให้การถือมั่นคงไม่หลุดมือง่าย 



จะเห็นว่ามีลักษณะนูนขึ้นมาไม่ได้แบนเรียบ


ดูจากมุมด้านข้างกันบ้าง


ต่อไปเป็นคีย์บอร์ดครับ สำหรับคีย์บอร์ดด้านหน้าจะเป็นโลหะวัสดุเดียวกับขอบของตัวเครื่องแท็บเล็ตดูแข็งแรงและทนทานดี มี Trackpad ที่เอาไว้ใช้แทนเมาส์อยู่ด้านล่าง ส่วนด้านบนจะเป็นที่สำหรับเสียบกับแท็บเล็ตสามารถหมุนขึ้นมาได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงกับ 180 องศา


ดูด้านข้างกันบ้างครับ การออกแบบเหมือนกับตัวแท็บเล็ตเลย (เข้าคู่กันพอดี)



อันนี้ให้ดูความหนาึครับ ซึ่งผมลองวัดดูแล้วประมาณเดียวกับตัวแท็บเล็ตอยู่ที่ 13 มม. (จริงๆน่าจะเท่ากันแต่ไม้บรรทัดผมไม่ละเอียดขนาดวัดได้จุดทศนิยมเลยประมาณเอา) ส่วนน้ำหนักก็ 640 กรัม


ปุ่มต่างๆบนคีย์บอร์ดเมื่อลองพิมพ์ดูแล้วรู้สึกว่าต้องออกแรงนิดหน่อยไม่นุ่มมือสักเท่าไร ส่วนการวางตำแหน่งของปุ่มต่างๆเหมือนกับคีย์บอร์ดมาตรฐานทั่วไป แต่จะแตกต่างตรงที่ด้านบนปกติจะเป็นปุ่ม ESC, F1-12 แต่สำหรับ Transformer จะเป็นปุ่มลัดสำหรับ ย้อนกลับ, เปิด-ปิด WiFi, เปิด-ปิด Bluetooth, ปรับลดแสง, capture หน้าจอ, เปิด web browser, เล่นเพลง, เปลี่ยนเพลง, ปิดเสียง, ปรับลดเสียงและท้ายสุดล็อกหน้าจอ ซึ่งถือเป็นข้อดีอย่างนึงที่ช่วยให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น


ให้ดูในส่วนที่เชื่อมต่อกับตัวแท็บเล็ตครับ โดยจะต้องทำการหมุนส่วนเชื่อมต่อขึ้นมาให้เป็นดังรูปก็จะสามารถเสียบแท็บเล็ตได้แล้ว และเมื่อเวลาเสียบเราจะต้องกดตัวแท็บเล็ตลงไปให้สุดจนสวิตซ์สีเงินเลื่อนไปทางขวาก็เป็นอันเสร็จสิ้นแปลงร่างเป็นเน็ตบุ๊คเรียบร้อยแล้ว


ด้านล่างของคีย์บอร์ดมีลักษณะเหมือนกับแท็บเล็ตเลยครับ คือโค้งนูนและมีลายกันลื่น อีกอย่างก็คือจะมียาง 4 จุดกลมๆเมื่อวางบนโต๊ะแล้วจะช่วยให้ยึดติดกับโต๊ะไม่ลื่นไถลได้ง่าย


หลังจากประกอบร่างเสร็จแล้วจะเป็นดังรูปครับ อันนี้เป็นด้านหน้า


ด้านข้างหลังประกอบเสร็จ




ดูวัสดุด้านบนแล้วเหมือนกับหนังเลยไหมครับ (แต่จริงๆเป็นพลาสติกคุณภาพสูง)


ความหนาตัวเครื่องเมื่อรวมร่างแล้วถือว่าใช้ได้เลยครับ (ผมหมายถึงหนาพอสมควรเลย) ลองคิดดูเล่นๆ 12.9 + 12.9 + ช่องว่างระหว่างแท็บเล็ตและคีย์บอร์ด = 25.8~ มม.หรือ 2.58 ซม.


ส่วนน้ำหนักไม่ต้องบอกเลยครับโน๊ตบุ๊คเครื่องนึงดีๆนั่นเอง 680 + 640 = 1320 กรัมหรือ 1.32 กิโลกรัม ขณะถือถ่ายอยู่เนี่ยมือสั่นดิกๆเลยครับ หนักมาก




เวลาใช้งานเป็นเน็ตบุ๊ค






เวลาต่อกับแท็บเล็ตแล้วสวิตซ์สีเงินจะต้องอยู่ฝั่งขวาดังรูปนะครับ จะถือว่าแน่นแล้วไม่งั้นมีสิทธิ์แยกร่างกลางอากาศได้


เวลาเสียบแท็บเล็ตกับคีย์บอร์ด Dock

ช่องเสียบและปุ่มต่างๆ

ต้องบอกก่อนว่าช่องเสียบ USB นั้นจะไปอยู่ที่คีย์บอร์ด Dock เสียหมดตัวแท็บเล็ตจะไม่มีช่องเสียบ USB เลย


ด้านขวาของตัวแท็บเล็ต ซ้ายสุดจะเป็นลำโพง, ถัดมาเป็นช่องเสียบ microSD, ช่องเสียบ miniHDMI, ไมโครโฟนและท้ายสุดคือช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.


ด้านซ้ายจะมีปุ่มเปิด-ปิดเครื่องและปุ่มปรับ-ลดเสียง ลักษณะนูนขึ้นมาสามารถกดได้ง่าย และขวาสุดจะเป็นลำโพงอีกตัวครับรวมแล้วมี 2 ตัวซ้าย-ขวา


ภาพด้านซ้ายปุ่มเปิดปิดเครื่องและปรับลดเสียง


ด้านล่างเป็นช่องเสียบ Dock สำหรับเสียบที่ชาร์จและคีย์บอร์ด


ภาพด้านล่างช่อง Dock



ส่วนตัวคีย์บอร์ดด้านล่างฝั่งซ้ายจะเป็นช่องเสียบที่ชาร์จหัวเดียวกับ Dock ถัดมาจะเป็นช่องเสียบ USB


ช่อง Dock สำหรับชาร์จด้วย


ช่่องเสียบ USB


เปิดให้ดู


ส่วนฝั่งขวาของคีย์บอร์ด ซ้ายสุดจะเป็นช่องเสียบการ์ด MMC, SD และ SDHC ถัดมาเป็นช่องเสียบ USB อีก 1 ช่องเมื่อรวมกับด้านซ้ายจะมีทั้งหมด 2 ช่อง


ช่องเสียบการ์ด MMC, SD และ SDHC


ช่องเสียบ USB อีกช่อง

หน้าจอ

สำหรับ ASUS Eee Pad Transformer นั้นจะมี IPS Panel เช่นเดียวกับ iPad แล iPad 2 ทำให้ภาพและสีที่ออกมานั้นค่อนข้างดี (มาก) ทีเดียว นอกจากนี้มุมองศาในการมองเห็นภาพก็กว้างถึง 178 องศา (ผมไม่ได้วัดนะครับ ASUS บอกมา) ชมภาพของจริงกันเลยดีกว่าครับ



ภาพมองด้านข้าง


ภาพมองจากด้านล่าง


ภาพแนวตั้ง


แสดงภาพขณะที่มีแสงสว่าง




ลองเปรียบเทียบกับหน้าจอ AMOLED มือถือ HTC Desire ของผมบ้าง ทดสอบโดยการปรับแสงไปที่ระดับเดียวกัน


ภาพจากมุมล่างสีของ AMOLED จะสดกว่านิดนึง



เปรียบเทียบสีที่แสดงออกมาของทั้ง 2 จอแตกต่างกันระดับนึงดูหน้าจอแบบ AMOLED จะสีสดและเข้มกว่า
 





รูปนี้ผมชอบ Transformer มากกว่าครับดูสีเป็นธรรมชาติดี



เอาละครับมาถึงการทดสอบภาพขณะเจอแสงสว่างข้างนอกกันบ้าง (จากที่ Engadget รีวิวไว้ว่ามองอะไรแทบไม่เห็นเลย) ผลที่ได้มืดจริงๆครับต้องใช้สายตาเพ่งถึงจะมองเห็น ดูธรรมดาแทบไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ


เปรียบเทียบกับหน้าจอ AMOLED จะเห็นได้ชัดเลยครับถึงความแตกต่าง


อีกรูป

ไปต่อภาค 2 ครับกับ -> รีวิว ASUS Eee Pad Transformer ภาค 2 โดย TabletD.com

ขอขอบคุณบริษัท Asustek ประเทศไทย จำกัด ที่ให้ยืมเครื่องมารีวิวในครั้งนี้