วันนี้ก็ถึงตารีวิว Motorola XOOM แท็บเล็ต Android Honeycomb ตัวแรกที่วางขายอย่างเป็นทางการในต่างประเทศแล้วครับ สำหรับ Motorola XOOM นั้นก็ได้วางจำหน่ายในไทยไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาในงาน TME 2011 Hi-end โดยมีทั้งรุ่น WiFi และ 3G ขนาดความจุ 32GB ซึ่งถ้าดูราคาแล้วก็ถือว่าสูงใช่เล่นเหมือนกัน แต่ก็ต้องมาดูล่ะครับว่าจะน่าเล่นตามราคาที่สูงหรือเปล่า

สเปค

สำหรับ Motorola XOOM นั้นสเปคเครื่่องก็ไม่ได้ต่างจากยี่ห้ออื่นๆเท่าไรนัก คือจะใช้หน่วยประมวลผล NVIDIA Tegra 2 ที่มีซีพียู 2 คอร์ความเร็ว 1GHz แรมขนาด 1GB หน้าจอขนาด 10.1 นิ้วแบบ TFT capacitive ส่วนความจุในการเก็บข้อมูลภายในเครื่องนั้นจะมีเพียงขนาด 32GB เท่านั้น มีช่องเสียบ microSD ติดมาให้ในตัวเครื่องแต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งล่าสุดก็ก็มีข่าวว่าที่ยุโรปจะมีการอัพเดทเป็น Android 3.1 Honeycomb และจะสามารถใช้งานช่องเสียบ microSD ได้ ส่วนไทยยังไม่มีข้อมูลมาครับว่าจะอัพได้เมื่อไร สำหรับ XOOM รุ่นที่ผมได้มารีวิวนั้นจะเป็นรุ่น MZ601 ที่รองรับเครือข่าย 2G/3G ของทุกค่ายครับ

พูดถึงราคากันนิดนึงสำหรับ XOOM ที่วางขายในไทยนั้นจะมี 2 รุ่นคือ WiFi อย่างเดียว 32GB อยู่ที่ 19,900 บาทและรุ่น 3G + WiFi 32GB ราคา 23,900 บาท (รวม VAT แล้ว) ซึ่งถ้าเทียบกับยี่ห้ออื่นๆแล้วถือว่าแพงกว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียวครับ



รูปลักษณ์ สัมผัส ความรู้สึก


จากที่ได้สัมผัสต้องบอกเลยว่าวัสดุและการออกแบบทำได้สวยงามกว่ายี่ห้ออื่นๆ ตัวเครื่องดูแข็งแรงและงานประกอบค่อนข้างเนี๊ยบแนบสนิทไม่มีช่องว่าง ส่วนขอบทั้ง 4 ด้านมีลักษณะโค้งทำให้ดูไม่เป็นสี่เหลี่ยมมากจนเกินไป ตำแหน่งกล้องหน้าอยู่ตรงกลางตัวเครื่องและมีโลโก้โมโตโรลาอยู่ทางมุมซ้ายบน ด้านข้างที่เห็นเป็นสีเงินกับสีดำนั้นจะใช้วัสุดที่แตกต่างกัน สีดำมีลักษณะคล้ายกับซิลิโคนหนืดๆกันลื่นได้ ส่วนสีเงินเป็นโลหะแต่ผมไม่รู้ว่าเป็นชนิดไหน


ด้านหลังโมโตโรลาเลือกที่จะใช้วัสดุ 2 ชนิดด้วยสีต่างกัน ตรงกลางจะมีโลโก้ตัว M ของโมโตโรลา มีลำโพง 2 ตัวอยู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา


น้ำหนักต้องบอกว่าถือมือเดียวนานๆไม่ไหวแน่นอนครับ หนักมาก



งานประกอบส่วนขอบทำได้แนบสนิทไม่มีช่องว่างให้ฝุ่นอาศัย


มาดูส่วนเชื่อมต่อระหว่างขอบที่เป็นโลหะกับกระจกหน้าจอกันบ้าง ถ้าสังเกตดีๆจะมีตัวคั่นลักษณะเหมือนยางช่วยให้กระจกแนบสนิทกับขอบ


ด้านหลังตัวเครื่องมีลักษณะโค้งนูนตรงกลาง


ตำแหน่งกล้องหน้า


จากซ้ายเป็นกล้องหลัง 5 ล้านพิกเซลมีออโต้โฟกัสและไฟแฟลช 2 ดวง ถัดมาเป็นลำโพงและปุ่มเปิดปิดเครื่องที่มาแปลกเพราะอยู่ด้านหลังเครื่องและเป็นวงกลม ซึ่งปกติแล้วยี่ห้ออื่นๆจะอยู่ตามขอบเสียมากกว่า ตอนแรกผมนึกว่าจะใช้งานลำบากเพราะอยู่ด้านหลังแต่พอใช้ไปสักพักก็เริ่มจะคลำๆตำแหน่งของปุ่มออก (ใช้สักพักก็ชิน)


ลำโพงอีกตัว





ช่องเสียบและปุ่มต่างๆ


ด้านบนจะมีช่องใส่ซิมและใส่การ์ด microSD อยู่ในช่องเดียวกัน โดยวิธีใส่ซิมให้วางลงในถาดเล็กๆดังรูปด้านบนแล้วค่อยเอาถาดปิดลงไป (อย่าเอาซิมไปใส่ลงในช่องอย่างเดียวนะครับ ไม่งั้นงานอาจเข้าได้เพราะผมลองมาแล้ว ต้องใช้แแหนบคีบออกมากว่าจะได้ จริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะว่าผมฉลาด (น้อย) ไปหน่อยดันยัดใส่ช่องไปเลย) ส่วนการ์ด microSD จากรูปด้านบนภายในช่องจะเห็นสีเงินๆอยู่ส่วนล่าง ซึ่งตรงนั้นแหละครับเอาไว้ใส่ microSD แต่ถึงจะมีช่องใส่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้เพราะซอฟท์แวร์ยังไม่รองรับ 

ถัดจากช่องใส่ซิมจะเป็นช่องเสียบหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มม.


ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะมีปุ่มสำหรับเอาไว้ปรับลดเสียง แต่เท่าที่ผมทดสอบรู้สึกขัดใจมากครับเพราะว่าปุ่มมันตื้นเกินและกดยากสุดๆต้องออกแรงถึงจะได้



ด้านล่างตัวเครื่อง จากซ้ายจะเป็นช่องเสียบ microUSB, microHDMI, Docking และที่ชาร์จ ส่วนขวาสุดในรูปที่เป็นรูเล็กๆผมเดาว่าเป็นช่องไมโครโฟนครับ


อุปกรณ์ที่ติดมากับตัวเครื่องประกอบไปด้วยที่ชาร์จหัวปลั๊ก 3 ขาและสาย microUSB สำหรับเสียบเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเมื่อทำการเสียบแล้วจะเห็นเป็นอุปกรณ์ตัวนึงโผล่ขึ้นมาเหมือนกับตอนเราเสียบกล้องดิจิตอลสามารถทำการ copy, paste, move ได้ง่ายและสะดวก


หน้าจอ

Motorola XOOM ใช้หน้าจอแบบ TFT ที่แท็บเล็ตทั่วไปใช้คุณภาพก็ไม่แตกต่างจากยี่ห้ออื่น ดีพอๆกันครับแต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างก็คือความสว่างของหน้าจอ ค่อนข้างมืดกว่าตัวอื่นๆต้องเข้าไปปรับให้แสงสว่างมากสุดถึงจะโอเคปรับ AUTO ไม่เวิร์ค ส่วนภาพและความคมชัดนั้นถ้าเทียบกับ IPS ก็ยังดูด้อยกว่านิดหน่อย











สรุปภาคฮาร์ดแวร์ 

ดูจากการออกแบบ วัสดุที่ใช้ งานประกอบของ Motorola XOOM ถือว่าทำได้ดีทีเดียวครับแต่ถ้าได้น้ำหนักที่เบากว่านี้ก็จะดีไม่น้อย ส่วนเรื่องช่องเสียบมีเพียง microUSB และ microHDMI แต่ไม่มีช่อง USB ธรรมดาต้องหาตัวต่อเพิ่มเอาเอง อีกอย่างช่องเสียบ microSD ที่มีมาให้ก็ยังใช้ไม่ได้ยังไงคงต้องรออัพเดทกันต่อไป

จบภาค 1 แล้วครับเดี๋ยวไปต่อภาค 2 กันได้ที่


ขอขอบคุณบริษัท SiS Distribution (Thailand) จำกัด สำหรับเครื่องที่ให้ยืมในการรีวิวครั้งนี้