สวัสดีครับ วันนี้ TabletD จะมารีวิว iPad 2 ให้ได้ชมกันหลังจากที่วางขายในไทยอย่างเป็นทางการมาแล้วถึง 5 เดือน ซึ่งทางผมเพิ่งจะได้เครื่องมารีวิวมาไม่นานมานี้เอง อีกอย่างประกอบกับช่วงที่ได้เครื่องมารีวิวนั้น งานเข้าอย่างหนักเลยทำให้รีวิวได้ไม่ละเอียดเท่าไรนัก ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ฮาร์ดแวร์
สเปค
สำหรับ iPad 2 นั้นมีการอัพเกรดจาก iPad 1 หลายอย่าง ทั้งความบาง ความเบา หน่วยประมวลผลและแรม ผมมีข้อมูลเปรียบเทียบมาให้ดูกัน


หน่วยประมวลผล


พูดถึงสเปคเครื่องกันนิดนึงสำหรับ iPad 2 ตัวนี้เป็นอุปกรณ์ตัวแรกที่ใช้หน่วยประมวลผล Apple A5 รุ่นใหม่ถัดจาก Apple A4 ที่ใช้ใน iPhone 4 และ iPad 1 โดยตัว A5 นี้จะมีซีพียู ARM Cortex-A9 จำนวน 2 คอร์ (dual-core) กับจีพียู PowerVR SGX543MP2 (อ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Apple_A5) ต่างจาก iPad 1 ที่มีซีพียู ARM Cortex-A8 เพียงคอร์เดียวกับจีพียู PowerVR SGX535 เท่านั้นผลการเปรียบเทียบจีพียูนั้นสามารถดูได้จากเว็บ anandtech เลยครับ 


แรม


อีกหนึ่งสิ่งที่มีการปรับปรุงใหม่นั้นก็คือเพิ่มแรมจากเดิม 256MB ใน iPad 1 เป็น 512MB ใน iPad 2 ซึ่งถ้าเทียบกับแท็บเล็ต Android ที่วางขายตามท้องตลาดในปัจจุบันแล้วจะน้อยกว่าถึงครึ่งนึง (1024MB หรือ 1GB) แต่อย่างไรก็ตามจากการทดสอบประสิทธิภาพกลับไม่ได้ด้อยตามไปด้วย ส่วนนึงน่าจะมาจากระบบปฏิบัติการ iOS ที่มีการจัดการหน่วยความจำที่ดีทำให้ไม่มีปัญหาในการใช้งานเท่าไรนัก


บาง เบา


ข้อนี้เป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะประสบปัญหามาแล้วใน iPad 1 เนื่องจากถ้าใช้สักพักจะรู้สึกหนักจะถือก็ลำบาก แต่สำหรับ iPad 2 นั้นจะมีการปรับลดน้ำหนักลงเหลือประมาณ 600 กรัม ลดลง 79 กรัมสำหรับรุ่น WiFi และลดลง 127 กรัมสำหรับรุ่น 3G ส่วนความบางก็ลดลงเยอะจากเดิม 13.4 มม. เหลือเพียง 8.8 มม. เท่านั้น


กล้อง


อันนี้ตามกระแสครับสำหรับแท็บเล็ตแทบจะทุกยี่ห้อจะมีกล้องมาพร้อมกับตัวเครื่องอยู่แล้ว ทาง Apple ก็ได้ใส่กล้อง 2 ตัวหน้าหลังมาใน iPad 2 เรียบร้อย แต่ความละเอียดนั้นค่อนข้างน้อยมาก โดยกล้องหน้าเป็นแบบ VGA (0.3 ล้านพิกเซล) และกล้องหลังมีข้อมูลจาก Wiki ว่ามีความละเอียดเพียงแค่ 0.7 ล้านพิกเซลเท่านั้น ไม่มีออโต้โฟกัสกับไฟแฟลชด้วย อย่างไรก็ตามถือว่ามีให้ใช้แล้วกันครับ FaceTime ได้เสียที


รูปลักษณ์ สัมผัส ความรู้สึก


ด้วยความเบาและบางลงกว่าเดิมทำให้ถือได้สบายกว่า iPad รุ่นแรก แถมวัสดุก็ไม่แตกต่างกันยังคงเป็นโลหะเหมือนเดิม (บอกไม่ถูกครับว่าเป็นอะไร) แข็งแรงทนทาน ส่วนการออกแบบตัวเครื่องด้านหน้าเทียบกับ iPad 1 แล้วแทบจะแยกไม่ออกนอกจากจะสังเกตจากกล้องที่อยู่ด้านบนถึงจะแยกได้ มีปุ่มกลับหน้า Home อยู่ด้านล่างเช่นเดิม 


แบบแนวนอน

    
iPad  :  iPad 2

ขอบตัวเครื่องด้านข้างเริ่มจะแตกต่างจาก iPad 1 จากเดิมที่ตัดตรงขึ้นมาเป็นสี่เหลี่ยมแล้วด้านหลังค่อยโค้งนูนขึ้นมา แต่สำหรับ iPad 2 จะโค้งเลยไม่มีตัดตรง ทำให้ตัวเครื่องบางลง



ด้านหลังจะมีกล้องหลังอยู่ที่มุมซ้ายบน และลำโพงอยู่ซ้ายล่างสุด นอกนั้นเหมือนเดิม


มาดูความบางกันบ้างเปรียบเทียบกับขนาดปากกาแล้วยังคงปากกา (ปากกาไซส์ใหญ่ไปหน่อย ^^'')


ดูจากด้านข้างปากกาหัวแดงๆนั้นคือปากกาครับ


งานประกอบ


ยังคงคุณภาพเดิมของ Apple เอาไว้อยู่เหมือนเดิม ไม่มีช่องว่างระหว่างกระจกจอกับตัวโครงด้านหลัง


ถ้าสังเกตดีๆกระจกหน้าจอจะไม่ได้เสมอกับตัวโครงด้านหลังดูจะนูนออกมาเล็กน้อยและเป็นแบบนี้หมดรอบตัวเครื่อง แต่กรณีนี้จะแตกต่างจากหน้าจอเผยอที่พบใน Galaxy Tab 10.1 อันนั้นจะนูนออกมาเฉพาะมุมจอ




ด้านหลังเป็น unibody ชิ้นเดียวจบไม่ต้องประกอบหลายชิ้นทำให้ไม่มีรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนต่างๆนอกจากส่วนกระจกด้านหน้าและ body ด้านหลัง


ช่องเสียบและปุ่มต่างๆ
สำหรับ iPad 2 จะไม่มีช่องเสียบอะไรเพิ่มเติมเลยนอกเหนือจาก Dock และหูฟังเท่านั้น ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมเอาครับ ส่วนปุ่มต่างๆอย่างเช่น เปิด-ปิดเครื่อง ปรับลดเสียงก็ทำออกมาได้ดีกดง่ายแต่ก็ไม่ง่ายจนเกินไปป้องกันการเผลอไปกด


เวลาหันหน้าจอเข้ามาเราปุ่มเปิด-ปิดเครื่องจะอยู่ด้านบนขวา มีลักษณะนูนออกมาระดับนึงไม่ตื้น กดง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายจนเกินไป


ถัดมาด้านซ้ายบนจะเป็นช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.


ด้านขวามือจะเป็นปุ่มล็อกหน้าจอไม่ให้หมุนอัติโนมัติ และปุ่มปรับลดเสียง ลักษณะนูนขึ้นมาระดับนึงทำให้กดได้ง่าย


ด้านล่างจะเป็นลำโพงและช่องเสียบ Dock Connector


หน้าจอ
iPad 2 ยังคงขนาดหน้าจอเดิมอยู่คือ 9.7 นิ้วมาพร้อมกับ IPS Panel ให้ภาพคมชัดดูเป็นธรรมชาติเหมือนกับ ASUS Eee Pad Transformer และ Slider ครับแต่ของ ASUS จะมีความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่าภาพที่ออกมาเลยดูละเอียดกว่า




มุมมองกว้าง ดูจากมุมต่ำก็ยังเห็นภาพ


เจอแสงสะท้อนก็ยังพอมองเห็นครับ


ซอฟท์แวร์

จุดเด่นของ iPad 2 ก็คือระบบปฏิบัติการ iOS ที่มีการจัดการหน่วยความจำดีมากถึงแม้จะมีแรมแค่ 512MB ก็สามารถใช้งานได้เป็นปกติไม่ต่างแท็บเล็ตตัวอื่นๆที่มีแรมมากกว่า อีกอย่างก็คือความลื่นก็ดูจะโดดเด่นกว่าแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการอื่นๆ ส่วนหนึ่งผมคาดว่าน่าจะมาจากความละเอียดของหน้าจอที่ไม่สูงมากอยู่ที่ 1024 x 768 น้อยกว่าแท็บเล็ต Android ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1280 x 800

การใช้งาน Home, Multitasking, Back
การใช้งานโดยรวมจะใช้ปุ่มกดปุ่มเดียวโดยถ้าต้องการสลับแอพก็ให้กดปุ่ม 2 ครั้ง ส่วนถ้ากดครั้งเดียวก็จะเป็นการกลับหน้า Home ปกติ เป็นการลดปริมาณปุ่มไม่ให้เยอะเกินไป ไม่ต้องใช้หลายปุ่ม ส่วนการย้อนกลับจะเป็นปุ่มทัชอยู่ด้านซ้ายบนของหน้าจอเป็นส่วนใหญ่ซึ่งต่างจาก Android ที่อยู่ด้านล่าง

คีย์บอร์ด
มีคีย์บอร์ดภาษาไทยมาให้ครับเป็นแบบ 4 แถว การตอบสนองต่อการคีย์ทำได้ดีมากลื่นไหล รวดเร็ว

เล่นวีดีโอ
ต้องทำการแปลงไฟล์ให้เป็นนามสกุล H.264, m4v, mp4, mov, avi และปรับลดความละเอียดลง สามารถทำการโอนย้ายไฟล์จากเครื่องคอมไปที่ iPad 2 โดยการต่อสาย Dock Connector แล้วเสียบเข้ากับช่อง USB บนเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากนั้นก็ใช้ iTune ในการซิงค์ไฟล์ต่อไป

Web Browser สำหรับเปิดเว็บ
บน iOS นั้นจะใช้ safari เป็นแอพสำหรับเปิดเว็บเล่นเน็ต ซึ่งก็พัฒนาโดยทางบริษัท Apple เอง และจากที่ผมทดสอบพบว่าการใช้งานต่างๆ เช่น การ scroll การซูมเข้าออก ทำได้ลื่นไหลและเร็วมากโดยรวมแล้วต้องยอมรับว่าดีกว่า Android ครับ

Flash
แน่นอนสำหรับ iOS ไม่รองรับ Flash ครับ ทดสอบแล้วเปิดไม่ได้

วีดีโอ Youtube
อย่างที่ทราบกันว่า Youtube เป็นเว็บที่ใช้ Flash พัฒนาเป็นหลัก ซึ่งเดิมที iOS ก็ไม่รองรับ Flash อยู่แล้ว แต่ทาง Apple ก็แก้ปัญหาโดยการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Youtube ขึ้นมาสำหรับเล่นวีดีโอ Youtube โดยเฉพาะ แถมใน web browser อย่าง safari ก็สามารถเล่นวีดีโอ Youtube ได้ด้วยเหมือนกัน

App Store
จุดเด่นอีกอย่างของ iPad ก็คือแอพพลิเคชั่นบน App Store ที่มีแอพเจ๋งๆให้โหลดเยอะกว่าระบบปฏิบัติการตัวอื่น แต่ทว่าส่วนใหญ่จะต้องเสียตังค์ซื้อครับ

ลำโพง
ถึงแม้ว่า iPad 2 จะมีลำโพงตัวเดียวอยู่ด้านขวาล่าง (หันจอเข้าหาตัว) แต่เสียงก็ไม่ได้เบาอย่างที่คิด

ระยะเวลาการใช้งาน
ผมไม่ได้วัดอย่างละเอียดเท่าไรนัก ต้องขออภัยด้วยครับ แต่จากการทดลองเล่นผมรู้สึกได้ว่าแบตอึดระดับนึงเลยทีเดียว standby เครื่องเป็นวันแบตหดไปไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ผมได้เครื่องมา 1 อาทิตย์ชาร์จไปประมาณสอง สามครั้งเท่านั้น


วีดีโอรีวิวแบบม้วนเดียวจบครับ 25 นาที


สรุป
iPad 2 ชื่อนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากหลายคนคงจะรู้จักและได้ยินกิตติศักดิ์กันมานานแล้ว ซึ่งจากที่ผมได้รีวิวก็บอกได้เลยว่า iPad 2 ยังคงเป็นแท็บเล็ตที่มาแรงตามคาด ทั้งตัวระบบปฏิบัติการที่มีการจัดการที่ดี ลื่นไหล แอพเยอะ ใช้ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม iPad 2 ก็ยังมีข้อด้อยอยู่ 2 จุดก็คือไม่มีช่องเสียบ และการโอนย้ายไฟล์ต้องซิงค์กับ iTune เป็นส่วนใหญ่ ในส่วนนี้ระบบปฏิบัติการตัวอื่นๆจะทำได้ดีกว่า ซึ่งใครที่จะซื้อและต้องใช้งานช่องเสียบคงต้องคำนึงในส่วนนี้ด้วย เพราะอุปกรณ์เสริมของ iPad 2 แต่ละตัวราคาก็ไม่ถูกเท่าไรนัก

คะแนนตามความคิดผู้รีวิว เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 7.4/10
  • รูปร่างการออกแบบ : 8 - บาง เบา เรียบง่าย ปุ่มกดไม่ลำบาก
  • วัสดุและฮาร์ดแวร์ : 8 - งานประกอบเป็น unibody ชิ้นเดียวจบไม่มีรอยต่อมากมาย จีพียูแรง หน้าจอแจ่ม IPS แต่กล้องความละเอียดต่ำไปหน่อยทั้งหน้าและหลัง
  • ฟีเจอร์เพิ่มเติมต่างๆ : 5 - ไม่มีช่องเสียบอะไรใดๆเลย
  • ซอฟท์แวร์ : 9 - มีการจัดการทรัพยากรเครื่องทีดี การทำงานโดยรวมลื่นไหล ใช้งานง่าย
  • ความคุ้มค่า : 7 - ราคามาตรฐานไม่แพงหรือถูกเกินไป
ขอขอบคุณบริษัท Apple Thailand สำหรับเครื่องที่ให้ยืมในการรีวิวครั้งนี้