กลับมาพบกันอีกครั้งกับมุมรีวิวแท็บเล็ตนะครับ ซึ่งวันนี้ทางเว็บก็มีแท็บเล็ตตัวล่าสุดจากทาง ASUS มารีวิวให้ได้ชมกันนั่นก็คือ ASUS Transformer Pad Infinity 700 เป็นแท็บเล็ตรันระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich มีคีย์บอร์ดไทยแยกร่างได้หน้าจอความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920 x 1200 ถือเป็นแท็บเล็ตไม่กี่ตัวที่มีความละเอียดหน้าจอระดับนี้ แต่จะดีดังที่สเปคระบุเอาไว้หรือไม่นั้นต้องมาดูรายละเอียดกันครับ

สเปคเครื่อง ASUS Transformer Pad Infinity 700
  • ตัวเครื่องบาง 8.5 มม.
  • แท็บเล็ตหนัก 586 กรัม + คีย์บอร์ด 537 กรัม = 1.123 กิโลกรัม
  • หน้าจอ 10.1 นิ้ว Super IPS+ ความละเอียด 1920 x 1200 กระจก Gorilla Glass 2
  • ชิปประมวลผล NVIDIA Tegra 3 ซีพียู Quad-core ความเร็ว 1.6GHz
  • แรม 1GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich
  • ความจุ 64GB
  • กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล + ออโต้โฟกัส + ไฟแฟลช + บันทึกวีดีโอ 1080p ได้
  • รองรับ WiFi, WiFi Direct, Bluetooth 3.0 และ GPS
  • ช่องเสียบ
    • แท็บเล็ต : 1 x microSD, 1 x micro HDMI
    • คีย์บอร์ด : 1 x SD Card, 1 x USB 2.0
  • วางขายในไทยแล้ว รุ่น WiFi 64GB ราคา 23,900 บาท
สเปคที่น่าสนใจของ Pad 700 ก็คือหน้าจอ Full HD แบบ Super IPS + กับกระจก Gorilla Glass 2 ชิปประมวลผลใช้ตัวเดียวกับรุ่นก่อนคือ NVIDIA Tegra 3 แต่จะอัพสปีดขึ้นเป็น 1.6GHz 

รูปลักษณ์ สัมผัส ความรู้สึก
แท็บเล็ต


สัมผัสแรกรู้สึกตัวเครื่องจะบางและเบาดีครับ 


ด้านหลังวัสดุเป็นโลหะเกือบทั้งหมดมีลายเป็นวงๆดังรูปข้างบน โลโก้ ASUS อยู่ตรงกลางตัวเครื่อง ส่วนด้านบนตรงกล้องหลังเหมือนจะใช้วัสดุอีกอย่าง (คาดว่าน่าจะเป็นพลาสติกเพื่อแก้ปัญหาเรื่อง GPS ที่พบในรุ่น ASUS Transformer Prime)


อย่างไรก็ตามตรงส่วนขอบของตัวเครื่อง (รูปบน) เมื่อสัมผัสดูจะรู้สึกถึงความแหลมและคมไม่เหมือนกับรุ่นก่อนๆ ถ้าเป็นรุ่น Pad 300 จะไม่มีเหลี่ยมคมเลย ส่วนรุ่น ASUS Transformer Prime ตัวขอบคีย์บอร์ดจะคมตัวแท็บเล็ตไม่เป็น

คีย์บอร์ด


สำหรับคีย์บอร์ดจะสกรีนภาษาไทยมาให้เลย มีแบตเตอรี่ในตัวแยกต่างหากจากแท็บเล็ต เมื่อเอาแท็บเล็ตมาเสียบแล้วก็จะชาร์จตัวแท็บเล็ตให้ด้วย


ดีไซน์ของตัวคีย์บอร์ดลักษณะจะคล้ายกับ ASUS Transformer Prime คือมีความลาดเอียงไม่ได้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมเหมือนกับรุ่น Transformer รุ่นแรก 

หน้าจอ


หน้าจอของ Pad 700 จะเป็น Super IPS+ ต่างจาก IPS ธรรมดาที่ใช้ใน iPad 2 และ Transformer Pad รุ่นก่อน ตรงที่มีโหมด IPS+ สำหรับเพิ่มความสว่างเอาไว้ใช้นอกอาคารกลางแจ้ง 


เรื่องมุมมองของจอก็ปกติดีครับ มองมุมต่ำสีไม่เพี้ยนภาพชัดดี


มาถึงจุดเด่นของรุ่นนี้คือความละเอียด Full HD ซึ่งทางผมก็เปรียบเทียบกับจอของ New iPad ที่เป็น Retina Display ให้ได้ชมกัน โดยการปรับระดับแสงให้อยู่กึ่งกลางภาพที่ออกมาก็ดังรูปข้างบนครับ พูดถึงเรื่องสีก่อนของทาง Pad 700 จะออกเหลืองนิดๆส่วนของ New iPad จะออกขาว ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน


เรื่องความคมชัดของตัวหนังสือถ้าดูผ่านๆก็ไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าดูดีๆจะเห็นว่าของ New iPad คมกว่านิดหน่อย


วีดีโอเปรียบเทียบจอ ASUS Transformer Pad Infinity 700 กับ New iPad
ผมอัดวีดีโอความละเอียด 720p เอาไว้สามารถปรับที่เมนูด้านล่างในวีดีโอได้นะครับ

ช่องเสียบและปุ่มต่างๆ


ด้านขวามือ (หันจอเข้าหาตัว)
แท็บเล็ต : มีรูไมโครโฟน
คีย์บอร์ด : มีช่องเสียบ SD การ์ด, และ USB


ด้านซ้ายมือ (หันจอเข้าหาตัว)
แท็บเล็ต : ซ้ายสุดช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., micro HDMI, ไมโครโฟน, microSD
คีย์บอร์ด : ช่องเสียบ Dock สำหรับชาร์จตัวคีย์บอร์ดและแท็บเล็ต


ด้านบน (หันจอเข้าหาตัว)
แท็บเล็ต : ซ้ายมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง, ขวามีปุ่มปรับลดเสียง
คีย์บอร์ด : ไม่มีปุ่มหรือช่องเสียบอะไร


ด้านล่าง (หันจอเข้าหาตัว)
แท็บเล็ต : ไม่มีช่องเสียบหรือปุ่มใดๆ
คีย์บอร์ด : ไม่มีช่องเสียบหรือปุ่มใดๆ

กล้อง



ในส่วนของกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซลจากรูปก็คมชัดละเอียดดีครับ ถ้าเทียบกับ Samsung Galaxy Note 10.1 แล้ว (เดี๋ยวมีรีวิวครับ) ของ Pad 700 จะดีกว่า ส่วนกล้องหน้าก็เป็นปกติครับไม่ได้ชัดอะไรมากเพราะความละเอียดแค่ 2 ล้านพิกเซลเท่านั้นเอาไว้สำหรับวีดีโอแชทอย่างเดียว


ผมอัดเป็น 1080p ไว้สามารถปรับในเมนูของ Youtube ด้านล่างในวีดีโอได้เลยนะครับ


ซอฟต์แวร์



จากที่ได้ลองเล่นถึงแม้ว่าหน้าจอจะมีความละเอียดสูงแต่ด้านการใช้งานก็ยังลื่นไหลครับ จะมีเพียงบางส่วนที่มีอาการกระตุกหรือแลคอย่างเช่น ตอนปิดแอพที่เปิดล่าสุด กับตอนซูมเข้าออกใน Web Browser โดยรวมถือว่าดีกว่า Acer Iconia Tab A700 ครับแต่ก็ยังรู้สึกว่า Pad 300 จะลื่นกว่านิดหน่อย

สำหรับระบบปฏิบัติการก็จะเป็น Android 4.0.3 Ice Cream Sandwich ซึ่งทาง ASUS บอกว่าจะสามารถอัพเป็น Android 4.1.x Jelly Bean ได้แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร

แอพ Polaris Office ก็มีมาพร้อมกับตัวเครื่องเลยเหมือนกับรุ่นก่อนๆ โดยแอพตัวนี้จะใช้สำหรับใช้งานด้านเอกสาร Word, Excel, และ PowerPoint ส่วนแอพอื่นก็มี SuperNote สำหรับจดบันทึก แอพ MyCloud บริการฝากไฟล์ไว้บนกลุ่มเมฆ, MyNet เปิดเพลง รูป หนังจากเครื่องอื่นแบบ streming, MyLibrary แอพอ่านอีบุ๊ค, และ File Manager แอพจัดการไฟล์ต่างทั้งในเครื่องและการ์ด


วีดีโอรีวิว
เริ่มต้น - แนะนำข้อมูลเบื้องต้น สเปคเครื่อง รีวิววัสดุตัวเครื่อง ช่องเสียบ ปุ่มต่างๆ
4:00 - ทดสอบการใช้งาน ความลื่น
5:11 - โหมดการใช้งาน
6:02 - ทดสอบ GPS
6:45 - แอพ SuperNote สำหรับจดบันทึก
6:58 - เปิดเว็บ
7:27 - ภาพความละเอียด Full HD
8:00 - วีดีโอ Youtube
9:15 - รวมร่างกับคีย์บอร์ด และแอพ Polaris Office สำหรับใช้งาน Word, Excel, PowerPoint

สรุป
ข้อดี
  • จอชัดขึ้น
  • กล้องหลังแจ่ม
  • มีคีย์บอร์ด แบตแยก
  • ตัวเครื่องบางและเบา (เฉพาะแท็บเล็ต ถ้ารวมร่างแล้วก็ยังหนักอยู่ดี)
ข้อด้อย
  • มีอาการแลคนิดหน่อยบางช่วงตอนปิดแอพล่าสุดและซูมเข้าออกเว็บบราวเซอร์
  • ราคาสูงน่าจะมีรุ่นต่ำกว่านี้
คะแนนตามความคิดผู้รีวิว เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 7.4/10
  • รูปร่างการออกแบบ : 8 - บางและเบาดี แต่ขอบแท็บเล็ตรู้สึกแหลมและคมไปนิด
  • วัสดุและฮาร์ดแวร์ : 8 - วัสดุเป็นโลหะดูดี แข็งแรง GPS จับสัญญาณดีขึ้น จอ Full HD ชัดกว่าเดิมเล็กน้อย
  • ฟีเจอร์เพิ่มเติมต่างๆ : 8 - มีคีย์บอร์ดแยกร่างได้แบตในตัวเพิ่มช่องเสียบ USB และ SD การ์ด
  • ซอฟท์แวร์ : 7 - การใช้งานลื่นแต่ก็มีบางส่วนมีอาการกระตุกหรือแลคเล็กน้อย
  • ความคุ้มค่า : 6 - ราคา 23,900 บาทรุ่น WiFi 64GB รู้สึกว่าแพง น่าจะมีรุ่นความจุน้อยกว่านี้และราคาถูกกว่านี้
ขอขอบคุณบริษัท Asustek Computer (Thailand) จำกัด สำหรับเครื่องที่ให้ยืมในการรีวิวครั้งนี้