Galaxy Tab S 10.5 แท็บเล็ตรุ่นล่าสุดที่ทาง Samsung เพิ่งจะวางขายตัวเครื่องในไทยได้ไม่นานนัก วันนี้ทางเว็บได้มีโอกาสลองจับตัวเครื่องจริงมาแล้วจะมาเล่าความรู้สึกหลังจากที่ได้สัมผัสกันว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ

สเปคเครื่อง
ดูจากสเปคและราคาที่วางไว้ 19,900 บาท ทาง Samsung คงหวังจะมาตีตลาดระดับบนที่ทาง iPad ถือครองเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยการมาของแท็บเล็ตรุ่นนี้นอกจากหน้าจอ Super AMOLED แล้วก็มีการใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามาด้วย

สำหรับรุ่นที่วางขายในไทยจะมีขายแค่รุ่นรองรับ WiFi + 3G/4G LTE เท่านั้น (ใส่ซิมได้ โทรได้เหมือนเดิม) ตัวชิปประมวลผลใช้เป็น Exynos Octa 5420 ซึ่งก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เล็กน้อยเพราะถ้าเป็นรุ่นก่อนๆที่รองรับ 4G จะใช้ Snapdragon กันหมด แต่มาคราวนี้ทาง Samsung คงมีการปรับให้ Exynos รองรับ 4G ได้แล้วเลยใช้ตัวนี้แทน (ประหยัด ผลิตเองใช้เอง)


สเปคในส่วนอื่น แรมให้มาถึง 3GB สูงที่สุดในบรรดาแท็บเล็ต Android ที่วางขายกันอยู่ ณ ปัจจุบัน ความจุ 16GB มาตรฐานถ้าใครไม่พอสามารถซื้อการ์ด microSD มาใส่เพิ่มได้ กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซลมีไฟแฟลช กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล

รูปลักษณ์ ดีไซน์ ความรู้สึก
Samsung พยายามจะออกแบบตัวเครื่องให้ดูพรีเมี่ยม ที่เห็นได้ชัดคือการใช้โลหะในส่วนขอบสีทองมันวาวเพื่อช่วยเพิ่มความหรูหราทำให้รู้สึกดูดีขึ้น อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ฝาหลังกลับใช้วัสดุเหมือนพลาสติกธรรมดาไม่ได้ให้ความรู้สึกหรูหราอย่างที่ทำไว้กับขอบเท่าไรนัก ส่วนดีไซน์ก็เป็นลายจุดเหมือนกับ Galaxy S5 (อันนี้แล้วแต่คนชอบครับ)

อีกอย่างที่รู้สึกได้หลังจากสัมผัสตัวเครื่องแล้วก็คือบางและเบา ถ้าดูจากตัวเลขจะเหลือแค่ 6.6 มม. เท่านั้น ส่วนน้ำหนัก 467 กรัม

ขอบทองโลหะเพิ่มความหรูหรา
ฝาหลังพลาสติกลายจุด

มี IR Blaster เอาไว้ใช้เป็นรีโมทควบคุมทีวี

หน้าจอ
มาถึงจุดขายของแท็บเล็ตรุ่นนี้กันบ้างนั่นก็คือ หน้าจอ Super AMOLED จากที่ได้ลองเล่นรู้สึกแตกต่างจากหน้าจอทั่วไปจริง ภาพคมชัด สว่าง และแสงสะท้อนน้อยมาก โดยในส่วนของภาพที่ออกมาคมชัดนั้นเป็นเพราะความละเอียด 2560 x 1600 ของหน้าจอซึ่งถ้าดูจากตัวเลขแล้วจะสูงกว่า iPad Air เสียอีก (แต่เวลามองด้วยตาเปล่าก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายอย่างเห็นได้ชัดครับ)

ความละเอียดหน้าจอ 2560 x 1600

สีที่แสดงออกมา จุดนี้ค่อนข้างเป็นประเด็นเพราะอย่างที่ทราบกันหน้าจอ Super AMOLED นั้นจะมีสีสดกว่าหน้าจอทั่วไป ถ้าใครชอบก็จะมองว่ามันสวยงามกว่าหน้าจออื่น แต่ถ้าใครไม่ชอบก็จะมองว่ามันดูหลอกตา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วต้องไปลองไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองครับ


แต่ก่อนจะไปทางเว็บก็มีภาพเปรียบเทียบให้ดูความแตกต่างระหว่างหน้าจอ Super AMOLED ของ Galaxy Tab S 10.5 กับหน้าจอ Retina Display ของ iPad 3 (iPad with Retina Display) มาให้ดูกัน

จากรูป ความเห็นส่วนตัว สีดำหน้าจอ Super AMOLED จะดำสนิทกว่า Retina Display ในส่วนของ Retina Display จะดู เบา เป็นธรรมชาติ ส่วน Super AMOLED สีสันจะจัดจ้าน สดใส

ซอฟต์แวร์
Samsung พยายามจะสร้างความแตกต่างให้กับแท็บเล็ตของตัวเอง โดยการเพิ่มหน้า Magazine UX เข้ามา ซึ่งรูปร่างหน้าตาการใช้งานจะเหมือนกับตอนเราอ่านนิตยสาร มีการดึงข้อมูลข่าวสาร, ปฏิทิน, อีเมลล์ และ รูปภาพ ขึ้นมาแสดงในส่วนนี้เลยไม่ต้องเปิดเข้าแอพใดๆ รวมไว้อยู่หน้าเดียว

หน้า Magazine UX นี้จะอยู่ถัดจากหน้า Home นะครับ

หน้าตา Magazine UX

Magazine UX อีกรูป อันนี้แสดงปฏิทิน, อีเมลล์

นอกจาก Magazine UX แล้ว Samsung ยังมีอีกฟีเจอร์คือ Multi Window หรือแบ่งครึ่งหน้าจอเปิด 2 แอพพลิเคชั่นพร้อมกัน ตัวอย่างในรูปเปิดแอพ My Files กับแอพดูวีดีโอ

วิธีเรียกใช้ Multi Window ให้ลากนิ้วจากขอบนอกจอด้านขวาเข้ามาด้านในจะมีเมนูย่อยแสดงขึ้นมาดังรูป สามารถลากแอพมาเปิดแบบแบ่งครึ่งได้ทันที (ขนาดหน้าจอที่จะแบ่งลากปรับได้)

มาถึงส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ก่อนใช้งานต้องเข้าไปตั้งค่าให้ตัวเครื่องจำลายนิ้วมือของเราให้ได้เสียก่อน วิธีการทำคือรูดนิ้วลง 8 ครั้งตามรูป หลังจากนั้นเราก็จะสามารถสแกนลายนิ้วมือในการปลดล็อคเครื่องแทนได้

ปลดล็อคเครื่อง ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ

โหมด Ultra power saving ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ 
หลังจากที่เราเปิดโหมดนี้หน้าจอจะกลายเป็นสีขาวดำหน้าตาดังรูป

เช่นเคย ใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้ รองรับ 4G ด้วย

เมนูด้านบน

แอพทั้งหมดในเครื่อง

ส่งท้าย
จากที่ได้สัมผัสและลองจับ Galaxy Tab S 10.5 พบว่าแท็บเล็ตนี้ไม่ได้มีเพียงแค่หน้าจอ Super AMOLED เท่านั้นที่เพิ่มเข้ามา แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ทาง Samsung ได้พัฒนาขึ้นและจับมาใส่ใน Galaxy Tab S 10.5 ตัวนี้ บางฟีเจอร์จะมีประโยชน์มากถ้าเราได้ใช้มัน อย่างไรก็ตามเราต้องพิจารณาดูด้วยว่ามันจำเป็นกับเราหรือไม่ ถ้าเราคิดว่าจำเป็น Galaxy Tab S 10.5 ตัวนี้ก็จะเป็นแท็บเล็ตที่คุณซื้อแล้วรู้สึกคุ้มค่ากับมันแน่นอน